[ A L O N E ]

posted on 30 Jun 2015 02:00 by firery
ไม่ได้กลับมาพิมพ์ไดอารี่นานแล้วนะ ทุกครั้งที่กลับมาก็มักจะเป็นทุกครั้งที่มีเรื่องทุกข์ใจเสมอ
 
บางครั้งก็มานั่งคิด...ทำไมถึงทุกข์ใจ ทำไมถึงไม่สบายใจ ทำไมถึงไม่คิดอะไรเลยไม่ได้ สารพัดจะทำไม ฯลฯ
 
เพราะคิดมาก เพราะมีเรื่องเข้ามาให้คิด เพราะไม่มีสติหรือเปล่านะ ทำไมถึงหยุดคิดไม่ได้
 
มีคนคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตเรา จนตอนนี้ก็รู้จักกันมาจะเข้าปีที่ 10 แล้วนะ 
 
แต่จนถึงตอนนี้บางทีก็รู้สึกว่าแทบจะไม่รู้จักอะไรเค้าเลยเหมือนกัน
 
เค้าบอกว่ารักเรามากจนทำให้เราหลงตัวเอง เราทำอะไรเค้าก็ให้อภัยเราหมด
 
เราเองก็คิดว่าเราก็เป็นแบบนั้นกับเค้าเช่นกัน (แต่เค้าคงไม่คิดแบบนั้นหรอก)
 
บ่อยครั้งที่เค้าชอบพูดอะไรออกมาแล้วเค้าก็คงไม่รู้หรอกว่าคำพูดพวกนั้นมันทำร้ายเรามากขนาดไหน
 
บ่อยครั้งที่เราก็สวนกลับคำพูดเหล่านั้นกลับไปด้วยอารมณ์เช่นกัน จนทำให้ทะเลาะกันใหญ่โต
 
เราเองก็เป็นคนนะ มีความรู้สึก มีชีวิตจิตใจ โมโหเป็น โกรธเป็น ก็ไม่ได้เป็นพระอิฐพระปูนนี่นะ
 
และสุดท้ายก็กลายเป็นเราที่กลับไปง้อ เหมือนเป็นคนผิด จนบางทีก็ดูไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเหลือ
 
เพราะเราคิดว่าคนเราถ้ารู้สึกดีๆต่อกัน ก็อย่าไปโกรธกันนานเลย จะตายวันนี้พรุ่งนี้ก็ไม่รู้
 
ถ้าต้องจากกันไปทั้งๆที่ยังโกรธกันอยู่มันคงค้างคาน่าดูนะ และเราก็เลือกที่จะลืมเรื่องไม่ดี ทิ้งเอาไว้ข้างหลัง
 
ลืมเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น (จริงๆมันก็ยังอยู่ในใจเรานั่นแหละ ถ้ามีอะไรมาสะกิดเราก็นึกออกนะ)
 
แต่กลายเป็นเค้าที่เอาแต่จำเรื่องไม่ดี เก็บเรื่องไม่ดีเหล่านั้นเอาไว้ จนเหมือนเป็นชนวนระเบิดตลอดเวลา
 
เมื่ออารมณ์เย็นลง เรารู้ว่าพฤติกรรมที่เราทำไม่ดีลงไปมันเรียกกลับมาไม่ได้แล้ว และก็รู้ว่าทำให้เค้ารู้สึกแย่ๆไปมากแล้ว
 
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไง สุดท้ายมันก็วนกลับมาที่ จะอยู่หรือจะไป อยู่ทำไม อยู่แล้วได้อะไร ทำไมต้องอยู่
 
แล้วก็มันก็แค่คำเดียว ...รัก...
 
รักมาก ผูกพันมาก จนไม่รู้ว่าถ้าวันนึงไม่มีเค้าอยู่แล้วจะเป็นยังไง จะทนได้มั้ย จะอยู่ต่อไปยังไง
 
เราเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่านะที่คิดแบบนี้ อยากให้เค้าเป็นรักแรก รักเดียวและรักสุดท้าย 
 
แม้ความเป็นไปได้ที่จะได้อยู๋ด้วยกันมันดูช่างน้อยนิดเหลือเกิน 
 
สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะยังอวยพรให้เราสองคนอยู่คู่กันหรือเปล่านะ...
 
แม้ว่าวันนี้เราจะทะเลาะกัน แต่ยังไงเราก็ยังอยากให้ได้กลับไปอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมนะ
 
แต่คงต้องทำใจเผื่อไว้บ้างแล้วล่ะ

[ Friend ]

posted on 26 May 2015 01:00 by firery
พื้นที่นี้คงเหมาะที่จะเป็นที่ระบายเล็กๆของเราจริงๆ ขอเก็บเรื่องนี้ไว้เผื่อระลึกชาติได้มาอ่านตอนหลัง
ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ เรื่องของ"เพื่อน" 
คือเราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนมากๆๆๆ (คงจะเพราะว่ามีเพื่อนน้อย^^")
มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่เรารู้จักมาได้จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 14 ปีแล้ว สนิทกันเพราะนิสัยใกล้เคียงและคุยกันถูกคอหลายเรื่อง 
เมื่อประมาณ 2-3 เดือนก่อนเราไม่สบาย ถือว่าค่อนข้างเป็นเยอะกว่าปกติเพราะกินยามา 2 อาทิตย์แล้วไม่ดีขึ้นโดนจับตรวจเลือด,ปัสสาวะ ตามด้วย x-ray ปอด 
ก่อนหน้านั้นก็มีเล่าให้ฟังไปบ้างแล้วว่าไม่ค่อยสบาย กำลังกินยาอยู่ แต่พอไม่หายก็เลยนึกถึงเพื่อนคนนี้เพราะเค้าเป็นอายุรแพทย์
ปรึกษาโดยเล่าอาการอย่างละเอียดไปทาง LINE ไม่ได้โทรไปเพราะกลัวว่าจะทำงานอยู่ แล้วก็ส่งรูปผลตรวจกับฟิล์มไปให้ดู
สิ่งที่เพื่อนตอบกลับมากลับกลายเป็นการล้อเล่น ซึ่งวินาทีนั้นเราค่อนข้างจะโกรธมากเพราะอารมณ์แบบ เออ กุป่วยอยู่นะ มาล้อเล่นอะไร
ก็เลยตอบกลับไปว่า ไม่ขำว่ะ เลิกเล่นได้ละ แล้วเห็นว่าเพื่อนส่งรูปสติกเกอร์อะไรสักอย่างกลับมา 
ซึ่งด้วยความโกรธจนหน้ามืดในขณะนั้นทำให้กดลบ chat ไปจึงไม่รู้ว่าเพื่อนส่งอะไรมา (เพื่อนก็ต้องรู้แล้วว่าเราไม่ได้อ่านเพราะมันไม่ขึ้น read น่ะเนาะ)
หลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีกเลยเป็นเดือนกว่า เวลาผ่านไปนาน จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งก็มานั่งคิด
เออ อายุก็เท่านี้ เพื่อนก็คบกันมานานตั้งขนาดนี้ สรุปว่าจะเลิกคบกัน ทำตัวแบบเด็กๆกันแบบนี้เลยใช่มั้ยเนี่ย
แล้วก็ประกอบกับคิดถึงคำพูดพ่อว่า อย่าไปมีเรื่องอะไรกับใครเค้านะลูก มันไม่ดี ไม่เข้าใจอะไรก็คุยกันดีๆ ทำให้เราตัดสินใจส่ง LINE ไปหาเพื่อน
ส่งไปคุยแบบปกติโดยไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา และก็ไม่ได้ขอโทษอะไรเพราะคิดเองว่าไม่พูดถึงน่าจะดีกว่ามั้ง
ช่วงแรกๆก็ เออ เหมือนจะตอบรับมาดี แต่ที่รู้สึกได้คือ ไม่เหมือนเดิม เพราะรู้สึกว่าเหมือนกับกำลังโดนเอาคืนโดยการที่เพื่อนทิ้งข้อความไว้เป็นวัน
คือยังไงเพราะก็ต้องเห็นอยู่แล้วว่ามีข้อความขึ้น เพียงแต่ไม่กดอ่าน หรือไม่สนใจ content ที่ส่งไปให้อะไรทำนองนั้น
การตอบสนองแบบนี้ก็ทำให้มานั่งคิดว่า เออ จะทำกันอย่างนี้จริงๆใช่ไหม นี่มันแบบ รุนแรงมากเลยใช่ไหม 
หลังจากนั้นก็เกิดอาการคิดมากตามนิสัยพื้นฐานดั้งเดิม ก็ได้เล่าเหตุการณ์นี้ให้เพื่อนคนอื่น(ที่ไม่ได้รู้จักกับเพื่อนคนนี้)ฟัง ก็ได้รับคำตอบมาประมาณนี้ว่า
"นี่แกมีวุฒิภาวะทางความคิดมากกว่าเพื่อนแกอีกนะ ขนาดแกคิดว่าตัวเองไม่ผิดก็ยังเป็นคนเริ่มที่จะง้อก่อน ถ้าเพื่อนแกจะคิดไม่ได้ก็ช่างเค้าเถอะ"
"แกได้พยายามแล้วนะ ถ้าเค้าตอบสนองกลับมาแบบนี้ ก็ไม่ต้องไปสนใจแล้ว"
"คำพูดที่พ่อพูดไว้ มันก็ถูกนะ แต่ก็ใช้ได้กับคนบางคนเท่านั้นแหละ เพื่อนคนนี้เป็นคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง ใส่ใจแต่ความรู้สึกตัวเอง ถ้าเค้าสนใจความรู้สึกคนอื่นสักนิดก็คงไม่ทำแบบนี้ เลิกสนใจเค้าได้แล้ว"
.........................................................
ล่าสุดสิ่งที่เราได้รับก็คือ การที่เราส่งข้อความไปแต่เพื่อนไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ตอบบ้างแต่ก็นานกว่าจะตอบ บางอันก็ไม่สนใจจะตอบ (เราถึงได้คิดว่าเรากำลังถูกเอาคืน)
เราก็เลยตัดสินใจหยุดการกระทำทุกอย่างเพราะก็คิดว่าถ้าอยากจะเป็นเพื่อนกันจริงๆ จะต้องเอาคืนกันไปทำไม เสียความรู้สึกกันเปล่าๆ 
สรุปว่า 14 ปีที่ผ่านมาก็คงไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ช่างน่าเศร้าจริงๆ

[ Exercise ]

posted on 01 Mar 2015 21:57 by firery
กลับมายังที่แห่งนี้อีกครั้ง ... ครั้งนี้มีเรื่องราวใหม่ๆมากล่าวถึงบ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกิดอาการติสต์แตกหรือยังไงก็ไม่อาจแน่ใจได้

สืบเนื่องมาจากตัวบวม...เอ่อ อ้วนขึ้นน่ะแหละ ถึงคนรอบข้างหลายๆคนจะพยายามปลอบใจว่า "แค่อวบๆเอง" ก็เถอะ

จริงๆก็รู้สึกอึดอัดตัวเองมาได้นานพอสมควรแล้ว แรงจูงใจมีนะ แต่มันไม่มีอะไรให้ยึดเหนี่ยวมากพอที่จะห้ามปากตัวเองไม่ให้กิน

ไม่มีอะไรกระตุ้นให้เกิดความตั้งใจในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รู้เลยว่า ผลัดวันประกันพรุ่ง มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

สุดท้ายก็ไปตกที่ Fitness First ด้วยความคิดที่ว่ายังไงเสียเงินแล้วต้องไปออกกำลังกาย ! 

สาขาที่ไปสมัคร Reception ไม่ค่อยโอเคเท่าไรเรื่องมารยาท คือบุคลิก หน้าตา ท่าทางนางเหมาะกับตำแหน่งอื่นมากกว่า - -"

สุดท้ายก็สมัครไป เสียค่าแรกเข้าไปจำนวนหนึ่ง ตามด้วยค่าบริการรายเดือนที่กำลังจะตามมาในช่วงระยะเวลาอีก 1 ปีนับจากนี้

เป็นธรรมดาของการตลาดน่ะนะ ขาย+โฆษณา+เชิญชวน ให้ได้มากที่สุด ต้องค่อนข้างใจแข็งเลยล่ะ

ทีนี้ก็ได้พบครูฝึกเป็นครั้งแรก ... คือครูเค้าก็พยายามจะหาเรื่องชวนคุยกับเราน่ะนะ คือเราก็ไม่รู้จะชวนคุยอะไร คาดว่าคงทำเค้าอึดอัดพอสมควรเลย

ช่วงแรกๆเครียดๆเองเพราะกลัวว่าจะทำให้เค้าสอนลำบาก เพราะไม่เคยเล่นอุปกรณ์อะไรใดๆ และเป็นการเข้าฟิตเนสเป็นครั้งแรกในชีวิต 

แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ครูอดทนกับเราได้ดีมากๆ ตอนเทสต์ก็ออกแรงช่วยหลายครั้งจนรู้สึกได้ (นี่ตูไม่ฟิตเลยจริงๆแฮะ) แถมพูดให้กำลังใจดีจัง ซึ้ง

การพบครู(แบบฟรี)ผ่านไปก็ต้องมีการซื้อชั่วโมงครูเพิ่ม(เสียเงินอีกแล้ว) แต่คิดไว้แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้แหละ
 
ส่วนตัวก็ไม่อยากจะออกกำลังกายสะเปะสะปะไปเรื่อยๆเพราะรู้ว่าสุดท้ายมันก็จะไปไม่ถึงสิ่งที่คิดไว้ ก็เลยยอมเสียเงินเพิ่ม
 
คิดไปคิดมาเสมือนเอาเงินเดือนทั้งหมดมาจ่ายค่าฟิตเนสเลยวุ้ย...เสียดายเหมือนกัน แต่ก็ตั้งใจแล้ว เสียเงินแล้วยังไงก็ต้องทำให้เห็นผลให้ได้

ตอนนี้พยายามไปออกกำลังกายได้บ่อยขึ้นแล้ว เหลือที่ยังต้องห้ามให้ได้ก็คือ ห้ามใจไม่ให้กินซี้ซั้ว เพราะไม่งั้นได้เหนื่อยเปล่าแน่ๆ

หลังจากออกกำลังกายมาได้ประมาณ 5 ครั้ง รู้สึกได้เลยว่าอารมณ์ดีขึ้น การนอนหลับง่ายขึ้น(เพราะเหนื่อยจนเพลียหลับ)

สู้ต่อไป จำไว้ว่า เงินเดือนทั้งเดือนนะ !

[ Clock of LIFE ]

posted on 09 Feb 2015 22:59 by firery
ทำงานมากไปรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่านอนไม่ค่อยหลับเพราะนาฬิกาในร่างกายพังมาก

คล้ายกับพนักงานโรงงานที่เข้าเป็นกะ เดี๋ยวเช้า/บ่าย/ดึก นอนแทบไม่เป็นเวลา 

อย่างลงเวร 08:00 กว่าจะกลับหอ อาบน้ำนอนก็ เกือบ 09:00 แล้ว

แล้วถ้าบางวันขึ้นบ่ายต่อ นอนได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นมากินข่าว อาบน้ำเตรียมไปทำงานต่อแล้ว

ล่าสุด 3-4 วันนี้ อยู่ข้ามวันข้ามคืน หมดสภาพอย่างมาก รู้เลยว่าร่างกายแย่และต้องการการพักผ่อนมาก

เรื่องออกกำลังกายนี่แทบไม่ต้องพูดถึงเลย พอมีเวลามันก็อยากจะนอนอย่างเดียว 

ล่าสุดน้ำหนักตัวลดไปประมาณ 2 กิโลแบบไม่ได้ตั้งใจ (อีตอนตั้งใจมันก็ไม่ค่อยจะลดได้นะ - -" )

แล้วมันก็มีผลหลายอย่างตามมานะ เช่น แบบกินอิ่มไปแล้ว อีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงหิวอีกแล้ว เอิ่ม...

แล้วก็ทำให้ร่างกายเพลีย โดยส่วนตัวแล้วถ้าเมื่อไรก็ตามที่นอนไม่พอ จะมีผลทางด้านอารมณ์ค่อนข้างมาก 

คืออารมณ์ขึ้นง่ายมาก พอขึ้นแล้วจะไม่ค่อยลง (ต้องใช้ความพยายามในการควบคุมตัวเองอย่างมาก)

อยากมีเวลาไปเที่ยวยาวๆบ้าง ทุกวันนี้ถ้าเทียบกับอ.คนอื่นถือว่าทำงานน้อยแล้วเพราะอยู่ในช่วงปรับตัว

จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะไขว่คว้าหาเวลาว่างไปเที่ยวๆๆ พักผ่อนบ้างอะไรบ้างนะ

ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรงนะ ไม่เจ็บไม่ป่วย ขอให้คนที่ไปโรงพยาบาลเป็นคนที่ป่วยจริงๆ

ไม่เอาแบบมาขอใบรับรองแพทย์ไปลาเพราะไม่ได้ไปทำงานไรงี้ อุบาทว์และเบื่อมาก ลาออกไปเหอะ

เพื่อให้คนที่ป่วยหนักๆจริงๆได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามลำดับความเร่งด่วนที่ฉุกเฉินนะ

[ Scene of LIFE ]

posted on 23 Jan 2015 18:16 by firery
ในระหว่างที่ทำงานอยู่ตอนนี้ ก็ได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ๆที่ตามหลังมา มันเหมือนกับว่าเรากำลังนั่งดูเด็กเหล่านั้นมาสวมบทบาทในละครแทนที่เราเมื่อก่อนนี้

สถานการณ์ในเวลาปัจจุบันนี้ที่เรียกได้ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้วในแง่ของระบบการทำงาน ปริมาณบุคลากร และค่าตอบแทนที่ได้รับ

แต่มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่มักมองไม่เห็นข้อดี ไม่มองว่าที่ผ่านมาเค้าลำบากกันมามากขนาดไหน แต่จะมองหาจุดที่ตัวเองรู้สึกแย่แล้วนำมาเรียกร้องให้คนอื่นเห็นใจ

ตัวเราเมื่อก่อนเคยเป็นแบบนั้น เพราะความที่รู้สึกว่าตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร บวกกับความเครียด เหนื่อยล้าทั้งกาย-ใจ ก็พาลคิดไปว่าทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้

มีคนๆหนึ่งบอกว่าเราดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน นั่นคงเป็นเพราะเราเข้าใจในอะไรหลายๆอย่างมากขึ้นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไร

มันเป็นละครที่ฉายซ้ำมาทุกปี เนื้อหาใกล้เคียงจากเดิมๆ สุดท้ายตอนจบมันจะเป็นอย่างไร ก็อยู่ตัวของคนเหล่านั้นว่าอยากจะให้มันจบแบบไหน

เมื่อตอนที่รู้ว่าชีวิตได้มาถึงทางแยก ที่เมื่อเลือกแล้วจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต อาจเป็นเพราะว่ายังหาเป้าหมายในชีวิตไม่เจอ หรืออาจเจอแล้วแต่ไม่รู้จะทำยังไงให้ไปถึงมัน

หรือว่าอาจกำลังวนอยู่ที่เดิม ยืนอยู่ที่เดิม หาทางไปต่อไม่ได้ หรือไปแล้วหาทางออกไม่เจอกันแน่ บอกตามตรงว่าตัวเองตอนนี้รู้สึกสับสนในชีวิต ไม่รู้ว่าเส้นทางที่กำลังเดินอยู่ตอนนี้ มันถูกทางแล้วหรือยัง???

และไม่รู้เลยว่าคนที่เราเลือกมาเพื่อจะให้เป็นคู่ชีวิตนั้น เราเลือกถูกแล้วหรือยัง...หลังจากที่ละครบทที่หนึ่งจบลง มันก็ยังต้องมีบทที่สองตามมา เพราะชีวิตคนเรายังคงต้องดำเนินต่อไป.....

[ STAY ]

posted on 22 Jan 2015 01:08 by firery
พอรู้สึกหมดหวัง หมดแรงทีไร มาจบลงที่นี่ทุกที... แปลว่ายังดีหรือเปล่านะที่ยังมีที่ให้มาระบาย

ตอนนี้ทำงานอยู่ในตำแหน่งใหม่มาได้เข้าเดือนที่ 5 แล้ว หลังจากมานั่งนับดู...5 เดือนเองเหรอวะเนี่ย ทำไมรู้สึกเหมือนมันนานเอามากๆ - -"

ปกติเค้าจะมีสวัสดิการให้ คือมีที่พักให้กับบุคลากร ซึ่งที่ผ่านมาประสบกับปัญหาคือที่พักไม่พอ สืบเนื่องมาจากหลายๆสาเหตุ

หนึ่งในสาเหตุยอดฮิตคือเก็บที่พักไว้เพราะยังไงก็ยังได้ที่จอดรถ เข้าใจเลย เพราะว่าที่จอดรถที่นี่มีค่าดั่งทองมากๆๆๆๆ

คือเรียกว่าจอดแล้วกรุณาอย่าได้คิดออกไปไหนระหว่างวัน เพราะกลับมาปุ๊บได้วนหาที่จอดกันหน้ามืด มันเป็นตรรกะของมนุษย์ซึ่งก็ช่างมันเถอะ

แต่ผลจากการที่เมื่อที่พักไม่พอ เค้าก็ได้จัดให้เรามาพักรวมกับเด็กๆรุ่นน้องในบ้านหลังเดียวกัน ซึ่งมีคนอยู่รวมกันประมาณ 6-7 คน

บ้านนี้เป็นบ้านพักเก่าที่ทุบแล้วมา renovate ใหม่ โดยวัสดุก็มาจากไม้ของเดิมมาทาสีใหม่ และซอยเป็นห้องนอน 6 ห้องที่ชั้นล่าง และมีห้องน้ำซึ่งใช้รวมกันแค่ 3 ห้อง ส่วนชั้น 2 ก็ปลีกวิเวกไปอย่างน่าอิจฉา

ด้านล่างจะแบ่งเป็น 2 โซน คือ 3 ห้องตรงทางเดิน และอีก 3 ห้องที่เป็นสเต็ปขึ้นมาอยู่ด้านบน และมีห้องน้ำ 3 ห้องเรียงต่อกันเป็นมุมฉาก พื้นที่ว่างทำเป็น common room ซึ่งมีทีวีและโซฟา

หลังจากมีเหตุการณ์มากมาย ทำให้ต้องต่อสู้ไฝว้มาอย่างยากลำบาก จนได้มาอยู่ห้องที่อยู่ทุกวันนี้ ซึ่งอยู่ติดฝั่ง common room  ซึ่งติดกับทีวีและโซฟา

ตอนนี้ในบรรดาประชากรที่อยู่ร่วมพื้นที่เดียวกัน เราได้สังเกตมาพักใหญ่ๆแล้วว่า ยิ่งมากคนปัญหามันก็ยิ่งมากตาม คนมาจากร้อยพ่อพันแม่มาอยู่ร่วมกัน ปัญหามันย่อมต้องเกิด แต่คนสร้างปัญหาก็กลับไม่รู้ตัว

มีสตริหมายเลข 1 เป็นคนที่ใครเห็นก็ต้องสะดุดตา ผิวขาว สูงยาว และหน้าตาดี เวลาทำงานด้วยก็ดูเหมือนเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย แต่เบื้องหลังความงามที่ชวนหลงใหลนั้นทำให้ถึงกับอึ้ง!

น้องอยู่ห้องที่ติดทางเดิน เรื่องสำคัญคือเป็นคนที่มีรองเท้าเยอะมากๆ คือมันก็ไม่แปลกที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีรองเท้าเยอะ แต่ทำไมน้องถึงไม่ซื้อชั้นมาวางรองเท้านะ

น้องเลือกที่จะเอารองเท้าปริมาณมากของตัวเองขึ้นมาวางเรียงอยู่หลังโซฟาหน้าห้องเรา ทั้งเศษดิน เศษทรายที่เดินมาทั้งวันก็ ทับถมอยู่ตรงนั้น

รวมไปถึงรองเท้าที่น้องใส่เพื่อไปเข้าห้องน้ำ พอไปเหยียบน้ำออกมาก็ไปถอดรวมกับกองรองเท้าที่มีแต่เศษทรายจนมันเป็นคราบติดเต็มพื้นไปหมด ประเด็นคือไม่เข้าใจว่าน้องใช้อะไรคิดว่ามันควรทำ

เป็นเราที่ทนไม่ไหวเอง ย้ายบรรดารองเท้าร่วม 10 คู่ไปวางเรียงที่หน้าห้องน้องตรงทางเดิน หลังจากนั้นน้องก็ไม่เคยเอามันขึ้นมาวางหลังโซฟาอีก

รวมไปถึงกล่องรองเท้าที่น้องซื้อมาแล้วแต่ทิ้งกล่องเปล่าเอาไว้ที่หลังโซฟา ทั้งๆที่หน้าบ้านก็มีถังขยะ คืองงมาก เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงถังขยะแล้ว (สุดท้ายเราก็เป็นคนเอาไปทิ้ง)

เรื่องรองเท้าแล้ว มาต่อด้วยพฤติกรรมส่วนตัว คือแต่ละห้องในบ้านนี้บอกเลยว่ามันไม่ได้เก็บเสียง เพราะผนังมันกั้นด้วยแผ่นไม้บางๆแค่นั้นเอง คุยโทรศัพท์ก็ได้ยินออกมานอกห้องแล้ว

ล่าสุดคือน้องตั้งนาฬิกาปลุก หลังจากที่นาฬิกาปลุกดัง น้องปิดแล้วตั้งเวลาเลื่อนไปอีกแล้วนอนต่อ แล้วมันก็ดังอีก น้องทำอย่างนี้รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง!!!! 

เราเข้าใจเพราะเราเคยเป็นอารมณ์แบบ โอย ไม่อยากตื่นเลย ไรงี้ แต่เราจะทำลักษณะนี้ไม่เกิน 3 ครั้ง แล้วนี่คือเราตื่นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินแล้วไง แล้วก็รอ...รอ...ว่าเมื่อไรนางจะลุกขึ้นมาปิดซะที

พอมันชักจะ 4...5...6.....จนไปถึง 7 นี่มัน สุดยอดดดดดด!!! เมิงไม่ต้องตั้งแล้วเหอะ นอนๆไปเลย อิบร้าาา รำคาญม้ากกกกก เฮ้ย! คือน้องทำให้ความสวยของน้องหายไปเลยอะ

เรื่องของสตริหมายเลข 1 ยังมีอีก....แต่พอเหอะ อยากจะลืมๆมันไปให้หมดๆเลย

มาต่อที่สตรีหมายเลข 2 เป็นใครไม่รู้ที่เพิ่งย้ายมาอยู่เดือนนี้  อยู่ติดกับน้องนางหมายเลข 1 จัดว่าเป็นคนหน้ามึนอย่างมาก และก็ไม่พ้นเรื่องรองเท้าอีกเช่นกัน

นางหมายเลข 2 นี่รองเท้านางไม่เยอะ ไม่มีปัญญาซื้อรองเท้าแตะเพื่อใส่มาอาบน้ำ แต่มีปัญญาใส่ fitflop ขึ้นบ้านมาอาบน้ำเลย

แล้วก็ลากยาวเป็นลาย fitflop หลังจากอาบน้ำเสร็จ สรุปแล้ว เลอะเทอะยิ่งกว่าใคร ความเกรงใจไม่มี

ล่าสุดนางมานั่งดูทีวีอยู่หน้าห้องเรา เปิดซะเสียงดังประหนึ่งว่า นี่บ้านกู คือดูได้ไม่ห้าม แต่เสียงนี่มันเบาๆได้ไหมอะ เมิงไม่ได้อยู่บ้านนี้คนเดียวนะ

พอเราเปิดประตูออกจากห้องมาก็ค้นพบว่านางหอบโน้ตบุคมาพร้อมของกินจัดเต็ม แถมเสื่อโยคะ สรุปคือนางจะนั่งตรงนี้คนเดียว ไม่คิดเผื่อใคร แล้วถ้ามีใครเกิดอยากดูด้วยอะทำไง?

.....พิมพ์มากแล้วมันยิ่งขึ้น คือทุกวันนี้เราสมเพชตัวเองที่ต้องมาอยู่แบบนี้ ทำไมโชคร้ายแบบนี้ จังหวะชีวิตมันไม่ดีเอาซะเลย 

มีคนพูดว่า ก็เลือกเอง ก็รับชะตากรรมไป ทนไป ทนไม่ไหวก็ลาออก(พูดง่ายเนอะ) 

คือจริงๆก็ถ้ามีเงินคงจะซื้อบ้านไปแล้ว จะได้ไม่ต้องมาอยู่แบบนี้ จะได้เลี้ยงแมวได้ จะได้มีพื้นที่ส่วนตัว อยากตกแต่งยังไงก็ได้ ไม่ต้องมาหงุดหงิดใจกับคนแบบนี้

p.s. บทสรุปของเรื่องนี้ อย่าดูคนจากภายนอก การที่หน้าตาดีไม่ได้บอกว่านิสัยส่วนตัวจะดี ส่วนคนที่หน้าตาไม่ดีแถมเกรงใจไม่เป็น มันก็บอกอะไรได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว

[ Sicked 'n tired ]

posted on 02 Oct 2014 23:12 by firery
 

ช่วงนี้เวลาเปิด facebook มักจะมี News feed ที่ขึ้นมาแบบรัวๆอยู่สองสามเรื่อง

อันดับหนึ่ง ดราม่าเกี่ยวกับสถานพยาบาล

อันดับสอง ก็คงไม่พ้นกีฬาเอเชี่ยนโกง เอ้ย เกมส์

อันดับสาม เด็กน้อยเพิ่งเกิดใหม่วัยยังแบเบาะ อกหัก ตัดพ้อ รักมันกุด หรือแม้แต่ เซลเรียกพี่...(เซลฟี่) รูปของกิน ฯลฯ

ถ้าเรียงกลับไป อันดับสามนี่ช่างเถอะ เป็นเรื่องปกติของทุกๆวัน ทุกๆช่วงเวลา ทุกฤดูกาล

อันดับสอง มันก็อินเทรนด์ตามช่วงเวลาตอนนี้อย่างที่รู้ๆกันดี

ส่วนอันดับหนึ่ง.....น่าจะใกล้เคียงดราม่าแห่งปีเข้าไปทุกทีละ

http://i6.photobucket.com/albums/y245/ailezz/1506536.jpg

ความเห็นเหล่านี้เกิดจากการที่มี คนที่ไม่รู้จักกาลเทศะถ่ายภาพผู้ป่วยชายท่านหนึ่งที่เข้ารับการรักษาที่ร.พ.ชุมชนแห่งหนึ่ง

ดูคนเดียวรู้สึกว่าไม่พอ ยังนำภาพมาแชร์ใน FB ของตนเอง ตั้งใจจะแฉร.พ.เรียกยอด Like อย่างเต็มที่ (เก็บกดมากใช่มั้ย?)

ซึ่งภาพที่เราเห็นเป็นภาพที่ผู้ปวยชายรายนี้กำลังนั่งอยู่บนผ้าปูของร.พ.ซึ่งรองที่พื้น แว่บแรกที่คนเห็นภาพนี้...อืม มันก็ไม่น่าดูเท่าไรนักหรอก

คนที่เห็นภาพก็คงจะเกิดคำถามว่า ทำไมต้องนั่งพื้น ทำไมไม่มีรถเข็นให้นั่ง หรือทำไมไม่มีเตียงให้ผู้ป่วยนอน

ตามมาด้วย ร.พ.อะไร ทำไมแย่ยังงี้ ทำไมต้องปฎิบัติกับคนจนอย่างนี้ ถ้ามีเงินหรือเป็นคนใหญ่โตคงไม่เป็นยังงี้แน่

และตามมาด้วยดราม่าอีกมากมาย ตามภาพ

ถ้านึกถึงหลักความเป็นจริง สถานพยาบาลทุกที่ ถ้ามีอะไรก็ตามที่บรรทุกผู้ป่วยได้เค้าก็คงหามาให้จนได้นั่นแหละ

และนี่ก็อาจจะเป็นการบอกว่าร.พ.นี้ผู้ป่วยล้นมากจนไม่มีเปลนอน ไม่มีรถเข็นแล้ว ถึงต้องมาปูผ้าให้ผู้ป่วยนั่งแทนไปก่อนหรือเปล่า

การที่มีพลเมืองบางส่วนออกมาแสดงความคิดเห็นว่า

   แดกภาษ๊แล้วยัง... >>>> หมอเสียภาษีนะ ที่ว่าแดกภาษีคือไร??

   ปิดร.พ.ไปเลย... >>>> คิดได้ไง ถ้าปิดร.พ. หรือคิดว่าเวลาใครเป็นอะไรแล้วช่วยกันเองได้ใช่มั้ย??

ทุกวันนี้ที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้คนลืมตัว ลืมไปแล้วว่าจริงๆเมื่อก่อนนี้พวกคุณต้องเสียเงินเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล

เดี๋ยวนี้อะไรก็จะเอา จะไม่จ่ายอยากจ่ายแพง แต่ต้องบริการดีๆ ทำไม่ดี ทำไม่ถูกใจ จะฟ้องงงงงงงงงงงงงงงงง เป็นไรกันมากมั้ยอะ+++++

อยากจะถามจริงๆ นอกจากด่ากันเก่งๆเนี่ย รู้อะไรจริงกันบ้าง รู้อะไรเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขของเมืองไทยบ้าง หรือนั่งมโนเอาเอง???

สักวันถ้าไม่มีหมอทำงานในร.พ.รัฐฯขึ้นมาจริงๆแล้วจะรู้สึกอะไรกันบ้างมั้ยนะ

อิคอมเมนต์พวกนี้อ่านแล้วหมอคงมีกำลังใจทำงานขึ้นเยอะเลยเนอะ แหม่... -"-